เป้าหมาย

การกำหนดพื้นที่สีเขียว
เป้าหมายปีปัจจุบัน
≥ 5%
ของพื้นที่โครงการ
เป้าหมายระยะสั้นปี 2572
≥ 5%
ของพื้นที่โครงการ
เป้าหมายระยะยาว 2575
≥ 5%
ของพื้นที่โครงการ
พื้นที่การพัฒนาโครงการ ไม่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายปีปัจจุบัน
ไม่มี
พื้นที่โครงการในเขตอนุรักษ์ หรือพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายระยะสั้นปี 2572
ไม่มี
พื้นที่โครงการในเขตอนุรักษ์ หรือพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม
เป้าหมายระยะยาว 2575
ไม่มี
พื้นที่โครงการในเขตอนุรักษ์ หรือพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ผลการดำเนินงาน

พื้นที่สีเขียว
%
ของพื้นที่โครงการ
ไม่มี พื้นที่โครงการในเขตอนุรักษ์ หรือพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

ความมุ่งมั่น

เอพี (ไทยแลนด์) ให้ความสำคัญกับ การอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน บริษัทตระหนักดีว่า ระบบนิเวศที่สมดุลและความหลากหลายของพืชและสัตว์ รวมถึงพื้นที่สีเขียวในเมือง เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและชุมชนโดยรอบ ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งมั่นดำเนินมาตรการที่ช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและส่งเสริมการฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ

โดยบูรณาการแนวทางการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับกระบวนการพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้นทาง เอพี (ไทยแลนด์) ยึดมั่นในนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานระดับสากล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาโครงการและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยบริษัทนำแนวปฏิบัติที่เหมาะสมมาใช้ เช่น การออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับระบบนิเวศเดิมของพื้นที่ การรักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการ และการฟื้นฟูถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ท้องถิ่น เพื่อให้ทุกโครงการเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

การศึกษาที่มีคุณภาพ
เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ระบบนิเวศบนบก

ผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบ

ผู้บริหารและพนักงาน
ลูกค้าและผู้อยู่อาศัย
ชุมชนและสังคม
พันธมิตร

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองเผชิญกับ ความท้าทายด้านการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจาก พื้นที่สีเขียวลดลง ระบบนิเวศถูกทำลาย และภาวะเกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island Effect) รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืน อย่างไรก็ตามแนวโน้มเมืองสีเขียว (Green Cities) และเศรษฐกิจเชิงนิเวศ (Ecological Economy) เปิดโอกาสให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์สร้างความแตกต่างผ่านการพัฒนาโครงการที่มีพื้นที่สีเขียว การใช้พืชพื้นเมือง และการออกแบบที่ส่งเสริมระบบนิเวศในเมือง ผู้บริโภคและนักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้นกับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งเป็นโอกาสให้ เอพี (ไทยแลนด์) ได้บูรณาการการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพไว้ในกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงเพื่อลดผลกระทบเชิงลบ แต่ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการปรับตัวเสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กร และสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพจึงไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

เอพี (ไทยแลนด์) ตระหนักถึงความสำคัญของ ความหลากหลายทางชีวภาพ ในฐานะรากฐานของระบบนิเวศที่สมดุลและยั่งยืน การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่เมืองอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งมั่นดำเนินโครงการที่คำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยการลดผลกระทบเชิงลบและเสริมสร้างระบบนิเวศในเมือง ผ่านแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เอพี (ไทยแลนด์) ได้นำหลักการออกแบบที่สอดคล้องกับธรรมชาติ (Nature-based Solutions) มาปรับใช้กับการพัฒนาโครงการ โดย เพิ่มพื้นที่สีเขียว และออกแบบโครงการให้เอื้อต่อระบบนิเวศท้องถิ่น เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินกระบวนการสำรวจและประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ก่อนพัฒนาโครงการ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์และระบบนิเวศโดยรอบ

คัดเลือกพื้นที่พัฒนาโครงการอย่างรอบคอบ

เอพี (ไทยแลนด์) มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคัดเลือกพื้นที่เพื่อพัฒนาโครงการที่ต้องไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ บริษัทมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ เช่น พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ป่าชายเลน หรือพื้นที่แหล่งน้ำสำคัญ และดำเนินการเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับการอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น

ในปี 2568 เอพี (ไทยแลนด์) ดำเนินการตรวจสอบความเหมาะสมของพื้นที่โครงการโดยประเมินจากข้อมูลด้านกายภาพ สิ่งแวดล้อม และข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับบริบทของชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ เช่น สภาพดิน ระบบน้ำ และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยรอบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเสริมการออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยกำหนดให้มี พื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่า 5% ของพื้นที่โครงการทั้งหมดในทุกโครงการ เพื่อสนับสนุนระบบนิเวศเมือง (Urban Biodiversity) และเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการเติบโตของพรรณไม้และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในท้องถิ่น

การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จึงได้พัฒนาและทบทวนนโยบาย กรอบแนวทาง เครื่องมือ และกระบวนการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ และปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โครงการใหม่ทุกโครงการที่เข้าข่ายต้องจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนเริ่มก่อสร้าง เพื่อระบุความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบและการติดตามตรวจสอบที่เหมาะสม จากผลการประเมินดังกล่าว ไม่พบความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่มีนัยสำคัญภายในหรือบริเวณที่อยู่ติดกับพื้นที่โครงการ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงาน EIA โปรดเยี่ยมชม เว็บไซต์ Smart EIA Plus ดำเนินการโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นอกจากนี้การดำเนินธุรกิจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาจก่อให้เกิด ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การลดลงของพื้นที่สีเขียว หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินซึ่งมีผลต่อระบบนิเวศ ในเมือง เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว บริษัทได้ริเริ่มโครงการสิ่งแวดล้อม เช่น “โครงการหย่อมป่า” และการประเมินความหลากหลาย ทางชีวภาพในโครงการไลฟ์ สาทร เซียร์ร่า และโครงการเซนโทรบางนา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของมนุษย์กับธรรมชาติ และฟื้นฟูชนิดพันธุ์ต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่ชุมชนเมือง พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว

สามารถดูรายละเอียด แผนการดําเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ที่ Biodiversity Action Plan

ด้าน ประเด็น รายละเอียด
ความเสี่ยง การพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ความเสี่ยงจากการใช้ประโยชน์โดยตรง เช่น พื้นที่สีเขียวในโครงการ และโดยอ้อม เช่น ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศ
การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ผลกระทบจากการสูญเสียถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินที่ส่งผลต่อระบบนิเวศในเมือง
ความเสี่ยงในระยะต่าง ๆ - ระยะสั้น: ออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ตอบสนองสภาพแวดล้อมปัจจุบัน
- ระยะกลาง: จัดทำระบบติดตามความหลากหลายทางชีวภาพ (3–5 ปี)
- ระยะยาว: เตรียมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (5–10 ปี)
ความเสี่ยงต่อความยั่งยืนองค์กร หากไม่จัดการความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเหมาะสม อาจกระทบต่อความมั่นคงขององค์กรในเชิงระบบนิเวศ
โอกาส การพัฒนาเชิงนิเวศ ออกแบบพื้นที่เมืองให้เป็นมิตรต่อระบบนิเวศ และสนับสนุนการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
การส่งเสริมสุขภาวะ พื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพช่วยยกระดับสุขภาพกายและใจของผู้อยู่อาศัย
การเพิ่มความสามารถในการปรับตัว ใช้ความหลากหลายทางชีวภาพในการเพิ่ม resilience ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
การสร้างมูลค่าในระยะยาว สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น “หย่อมป่า” และ Biodiversity Action Plan
การพัฒนาแนวทางองค์กร จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) เพื่อเป็นกลไกการลดความเสี่ยงและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

*พื้นที่โครงการ หมายถึง โครงการ/พื้นที่ดำเนินงานใหม่และเดิมทั้งหมด รวมถึงพื้นที่วิกฤต

ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบนโยบายของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD)

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา บริษัทตระหนักว่าความหลากหลายทางชีวภาพเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงเชิงระบบนิเวศ ทั้งในมิติของ การต้านทาน (resistance) และ การฟื้นตัว (resilience) ต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต จึงได้ดำเนินการจัดทำ แผนปฏิบัติการเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) ที่เหมาะสมกับ บริบทขององค์กร เพื่อเป็นกลไกในการลดความเสี่ยง เพิ่มศักยภาพในการปรับตัว และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

โดย เอพี (ไทยแลนด์) ใช้กระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Due Diligence) และ ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐหรือแผนที่พื้นที่อ่อนไหว เป็นเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจพัฒนาโครงการในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งในด้านกฎหมาย ความขัดแย้งกับชุมชน และความยั่งยืนในระยะยาว

Biodiversity and Ecosystem Services

ในขณะเดียวกัน เอพี (ไทยแลนด์) มองเห็น โอกาส จากการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะในบริบทของการออกแบบเมืองที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ บริษัทได้นำแนวคิด Urban Biodiversity มาปรับใช้ผ่าน

  • การเลือกใช้ พืชพันธุ์พื้นถิ่น และการอนุรักษ์ต้นไม้เดิมภายใต้แนวคิด Tree Re-Use ที่ช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศ
  • การออกแบบพื้นที่สีเขียวในโครงการที่ไม่ต่ำกว่า 5%
  • การสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ (Natural Carbon Sinks) เพื่อบรรเทาผลกระทบจาก Urban Heat Island
  • การเพิ่ม Habitat ให้สัตว์จากการออกแบบพื้นที่สีเขียว

การดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

นอกเหนือจากการประเมินและติดตามความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพเป็นประจำแล้ว AP ยังส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเชื่อมโยงของระบบนิเวศ และการอยู่อาศัยที่เกื้อกูลต่อธรรมชาติอย่างจริงจัง ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้อยู่อาศัย และชุมชน

แนวทางการคัดเลือกพรรณไม้เพื่อระบบนิเวศเมืองที่ยั่งยืน

ในช่วงปี 2024–2025 เอพี (ไทยแลนด์) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลและพันธมิตรด้านภูมิสถาปัตยกรรม เพื่อจัดทำ “แนวทางการจัดการพื้นที่สีเขียวและการคัดเลือกพรรณไม้เพื่อระบบนิเวศเมืองที่ยั่งยืน” แนวทางดังกล่าวพัฒนาขึ้นผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการหลายครั้งเพื่อค้นหาแนวทางการออกแบบที่เหมาะสม จนสามารถสรุปหลักการการออกแบบได้ 5 ประการ ได้แก่ การเข้าถึงได้ การใช้งานได้จริง ความสวยงาม ความยั่งยืน และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบพื้นที่สีเขียวใหม่ การยกระดับโครงการเดิม การพัฒนาแนวเชื่อมต่อพื้นที่สีเขียวในเมืองและพื้นที่ส่วนกลาง ตลอดจนการดำเนินแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BAPs) ในพื้นที่โครงการที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิทัศน์ของโครงการ แนวทางนี้ส่งเสริมการใช้ไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม และพืชคลุมดินพื้นถิ่นที่หลากหลายตาม กฎ 10-20-30 (ชนิดเดียวกันไม่เกิน 10% สกุลเดียวกันไม่เกิน 20% และวงศ์เดียวกันไม่เกิน 30%) อีกทั้งยังสนับสนุนเป้าหมายขององค์กรในการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวที่เกื้อหนุนความหลากหลายทางชีวภาพให้ได้มากกว่า 5% ต่อพื้นที่ภายในปี 2029 ครอบคลุมโครงการใหม่และโครงการเดิมทั้งหมด รวมถึงพื้นที่ที่ได้รับการระบุว่าเป็นพื้นที่สำคัญจากการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

โครงการ “หย่อมป่า”

เพื่อต่อยอดจากแนวทางดังกล่าว เอพี (ไทยแลนด์) ได้พัฒนาโครงการ “หย่อมป่า” (Urban Forest Patch) เพื่อเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวแบบเดิมให้เป็นพื้นที่ที่มีระบบนิเวศบริการที่สนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ ความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัย ด้วยการจัดวางพืชพรรณพื้นถิ่นหลากหลายระดับชั้น พื้นที่เหล่านี้จึงเป็นทั้งถิ่นอาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์ในเมือง ตลอดจนเป็นพื้นที่ชุมชนที่ใช้งานได้จริงและเข้าถึงได้สำหรับการพักผ่อน การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตประจำวัน โครงการนี้ยังช่วยเพิ่มความเชื่อมโยงระบบนิเวศภายในเมือง และสนับสนุนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศด้วยการเพิ่มร่มเงาและลดความร้อน

การติดตามความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องในพื้นที่โครงการ 6 แห่ง (เช่น The City Bangna3 Pleno Sukhumvit Bangna4) แสดงผลลัพธ์เชิงบวก โดยพื้นที่โครงการรองรับนกมากกว่า 40 ชนิด และแมลง 16 ชนิด พร้อมทั้งมีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนโดยประมาณ 100 tCO2e ต่อโครงการ ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่สีเขียวในโครงการที่อยู่อาศัยซึ่งได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมมีศักยภาพในการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เสริมสร้างบริการของระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เป็นรูปธรรม

AP Neighbor Club: ประสบการณ์เรียนรู้ธรรมชาติเพื่อการอยู่อาศัย

เอพี (ไทยแลนด์) เชื่อมโยงผู้อยู่อาศัยและครอบครัวเข้ากับธรรมชาติภายในโครงการผ่าน AP Neighbor Club โดยในช่วงปี 2024–2025 มีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 1,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การสังเกตนกและผีเสื้อ การสำรวจต้นไม้ และเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ โครงการนี้ส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สร้างการเชื่อมโยงผู้คนกับความหลากหลายทางชีวภาพในเมือง และช่วยปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติให้แก่เด็ก

โครงการความร่วมมือด้านการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ

ในปี 2025 บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพเป็นครั้งแรก โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศภายในโครงการที่อยู่อาศัย งานวิจัยเรื่อง “ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของพื้นที่สีเขียวในโครงการที่อยู่อาศัย: กรณีศึกษาโครงการบ้าน Centro ในกรุงเทพมหานคร” ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในการประชุม International Conference on Biodiversity 2025 (IBD 2025) ผลการวิจัยถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับแนวทางการคัดเลือกพรรณไม้ขององค์กร และสนับสนุนกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกและการกักเก็บคาร์บอนของบริษัท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคเอกชนสามารถสร้างคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ยั่งยืนได้

โครงการและกิจกรรม