เป้าหมาย

สื่อสารให้คู่ค้าทางธุรกิจทุกรายเข้าใจ และตระหนักถึงหลักการการดำเนินธุรกิจตามหลักจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ (Code of Conduct for Business Partners) ผ่านช่องทางออนไลน์ และหน้าเว็บไซต์บริษัท
เป้าหมายระยะสั้น ปี พ.ศ. 2568
100%
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2572
100%
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2575
100%
ติดตามการปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ (Code of Conduct for Business Partners)
เป้าหมายระยะสั้น ปี พ.ศ. 2568
100%
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2572
100%
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2575
100%
คู่ค้ารายใหม่ และ คู่ค้ารายสำคัญ (Critical tier 1) ได้ประเมินด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี (Self-Assessment)
เป้าหมายระยะสั้น ปี พ.ศ. 2568
100%
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2572
100%
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2575
100%
การชำระเงินให้แก่คู่ค้า (ภายใน)
เป้าหมายระยะสั้น ปี พ.ศ. 2568
30 วัน
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2572
30 วัน
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2575
30 วัน
การตรวจประเมินด้าน ESG ให้แก่คู่ค้า (On-site Audit) ในกลุ่มคู่ค้ารายสำคัญ (Critical tier 1)
เป้าหมายระยะสั้น ปี พ.ศ. 2568
100%
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2572
100%
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2575
100%
การสนับสนุนคู่ค้าทางธุรกิจเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายเพื่อต่อต้านการทุจริต การติดสินบน และคอร์รัปชัน
เป้าหมายระยะสั้น ปี พ.ศ. 2568
รักษาระดับการเป็นภาคีเครือข่าย
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2572
รักษาระดับการเป็นภาคีเครือข่าย
เป้าหมายระยะยาว ปี พ.ศ. 2575
รักษาระดับการเป็นภาคีเครือข่าย

ผลการดำเนินงาน

สื่อสารให้คู่ค้าทางธุรกิจทุกรายเข้าใจ และตระหนักถึงหลักการ การดำเนินธุรกิจตามหลักจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ(Code of Conduct for Business Partners) ผ่านช่องทาง ออนไลน์ และหน้าเว็บไซต์บริษัท ครบ
%
ติดตามการปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ (Code of Conduct for Business Partners) ครบ
%
ESG Self- Assessment คู่ค้าดำเนินการประเมินตนเองด้วย ESG Sef-Assessment จำนวน 460 ราย เป็นคู่ค้ารายใหม่ 12 ราย คู่ค้ารายสำคัญ 37 ราย คิดเป็น
%
การชำระเงินให้แก่คู่ค้า เฉลี่ยไม่เกิน
วัน
เข้าตรวจประเมิน On-site ESG Auditในกลุ่มคู่ค้ารายสำคัญ (Critical tier 1) จำนวน 3 รายคิดเป็น
%
สนับสนุนคู่ค้าเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริต การติดสินบน และคอร์รัปชัน และมีแผนรักษาระดับการเข้าร่วมให้ครบถ้วนต่อเนื่องในระยะยาว

ความมุ่งมั่น

บริษัทมีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีความยั่งยืน โดยคำนึงถึงประเด็นด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และบรรษัทภิบาล (ESG) ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตร พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาปรับใช้ในกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดของเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกและใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศและชุมชน

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการผลิตและการดำเนินงาน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับลูกค้า ตลอดจนช่วยเปิดโอกาสทางการตลาดและดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน บริษัทมุ่งมั่นในการพัฒนาคู่ค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานด้าน ESG ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อให้สามารถประเมินและบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างรอบด้าน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาความยั่งยืนในระดับองค์กรและขยายไปสู่ระดับอุตสาหกรรม

ในปี 2568 แนวโน้มด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการใช้ระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนส่งเสริมให้คู่ค้าปรับตัวและนำแนวทาง ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ และเพื่อให้ได้สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับการใช้งาน ในราคาที่สมเหตุสมผล และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและสังคม บริษัทได้กำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน พร้อมแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้า เพื่อร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยั่งยืน กระจายวงกว้างไปยังท้องถิ่น และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

โครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมและอุตสาหกรรม
เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน
การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับผลกระทบ

ผู้บริหารและพนักงาน
คู่ค้าและผู้รับเหมา
ลูกค้าและผู้อยู่อาศัย
ชุมชนและสังคม
พันธมิตร

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ความคาดหวังที่สูงขึ้นจากผู้บริโภคเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความซับซ้อนของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ขยายตัวในระดับสากล การคัดเลือกคู่ค้าที่มีแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนที่ดีเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะการประเมินและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการดำเนินงานของซัพพลายเออร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อชื่อเสียงของบริษัท ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้างยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงของนโยบายระดับประเทศและระดับโลก เช่น กฎหมายด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และกฎเกณฑ์ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ทำให้บริษัทต้องปรับตัวให้ทันต่อมาตรฐานใหม่ และยกระดับแนวทางปฏิบัติของคู่ค้าเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานในห่วงโซ่อุปทานสามารถรองรับข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนก่อให้เกิดโอกาสสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของบริษัทในระยะยาว ความโปร่งใสและมาตรฐานการดำเนินงานที่สูงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ

นอกจากนี้ การปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและบริหารจัดการข้อมูลซัพพลายเชนยังช่วยให้บริษัทสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดของเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร อีกทั้ง การส่งเสริมให้คู่ค้าพัฒนาขีดความสามารถด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จะช่วยสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งและนำไปสู่เครือข่ายทางธุรกิจที่สามารถปรับตัวต่อแนวโน้มตลาดได้อย่างยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

แนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้า การบริหารความเสี่ยงในกระบวนการจัดซื้อจัดหา และการพัฒนาขีดความสามารถของผู้จัดหาให้สามารถดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทมุ่งเน้นให้กระบวนการจัดซื้อจัดหามีความยั่งยืน โดยการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินคุณสมบัติคู่ค้า ไปจนถึงการติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทมีการกำหนดมาตรการเพื่อสนับสนุนการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตของคู่ค้า พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารซัพพลายเชนและเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงาน

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานภายในองค์กร

เอพี (ไทยแลนด์) ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานภายในองค์กรในฐานะกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างทันท่วงที บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการซัพพลายเชนที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกคู่ค้า กระบวนการจัดซื้อจัดหา การบริหารงบประมาณและต้นทุน ไปจนถึงการบริหารคุณภาพวัสดุและการส่งมอบที่ตรงตามมาตรฐาน

ภายใต้โครงสร้างการบริหารจัดการที่เป็นระบบ โดยมีการกำกับดูแลให้กระบวนการดำเนินงานเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ การจัดการห่วงโซ่อุปทานของบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานการดำเนินงานที่เป็นธรรม คัดเลือกคู่ค้าที่มีคุณสมบัติและความสามารถที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานขององค์กรมีความต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน และสามารถควบคุมต้นทุนการจัดซื้อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทยังมีแนวทางส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารซัพพลายเชน โดยใช้ระบบ Web Vendor เพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการและเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมกับคู่ค้า

นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดหมวดหมู่และบริหารคู่ค้าอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น Critical Tier 1 ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงและมีผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง และ Critical non-Tier 1 ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่สนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทในด้านอื่นๆ โดยมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของซัพพลายเชนให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการจัดซื้อจัดหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทได้กำหนด นโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ครอบคลุมหลักเกณฑ์สำคัญ เช่น การคัดเลือกคู่ค้าตามมาตรฐานที่กำหนด การบริหารสัญญาและการควบคุมคุณภาพวัสดุ การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ โดยส่งเสริมให้คู่ค้าปฏิบัติตาม จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ (Code of Conduct for Business Partners) เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและสามารถเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

การสรรหาและคัดเลือกคู่ค้า

เอพี (ไทยแลนด์) ให้ความสำคัญกับกระบวนการสรรหาและคัดเลือกคู่ค้าอย่างรอบคอบและเป็นระบบ เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความมั่นคง และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

บริษัทดำเนินการคัดเลือกคู่ค้าผ่านระบบ Approved Vendor List (AVL) โดยใช้แบบประเมินคุณสมบัติเบื้องต้น (Pre-qualification) และ ESG Self-assessment เป็นเงื่อนไขบังคับสำหรับคู่ค้ารายใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีศักยภาพในการส่งมอบวัสดุและบริการที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ในปี 2568 บริษัทมีคู่ค้าขึ้นทะเบียนในระบบ AVL รวมทั้งสิ้น 711 บริษัท โดยมีการประเมินศักยภาพคู่ค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและผู้รับเหมา งานก่อสร้าง :ซึ่งได้คัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้ารายใหม่ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและการบริหารความเสี่ยงทั้งสิ้น 45 ราย แบ่งเป็นผู้รับเหมา 36ราย และ วัสดุก่อสร้าง 9 ราย

นอกจากนี้ บริษัทได้ดำเนิน “โครงการ Site Visit Vendor” ซึ่งเป็นการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานประกอบการของคู่ค้ารายใหม่ เพื่อประเมินความพร้อมในการดำเนินงานจริง ตรวจสอบการควบคุมคุณภาพ การปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ และแนวปฏิบัติด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย โดยในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการ On-site Visit ทั้งหมด 33 ราย และ ผ่านเกณฑ์การประเมินครบ 100%

เพื่อยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น บริษัทได้เริ่มดำเนินการ On-site ESG Audit กับคู่ค้าหลัก (Critical Tier 1) ซึ่งในปี 2568 เข้าตรวจคู่ค้ารายสำาคัญ (Critical-Tier 1) จำนวน 3 ราย คิดเป็น 8.1% โดยบริษัทมีเป้าหมายจะดำเนินการตรวจครบ 100% ภายในปี 2568

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านจัดซื้อจัดหา

เอพี (ไทยแลนด์) ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านจัดซื้อจัดหาในฐานะองค์ประกอบสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและยั่งยืน บริษัทจึงมุ่งเน้นการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งมิติด้านคุณภาพ ความสามารถในการส่งมอบ ความปลอดภัย และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้าสามารถสนับสนุนการพัฒนาโครงการของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ในปี 2568 บริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าในหมวดวัสดุก่อสร้างและผู้รับเหมา รวมทั้งสิ้น 460 ราย ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพการดำเนินงานและความยั่งยืน โดยแบ่งเกณฑ์การประเมินออกเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่

1. การประเมินความเสี่ยงด้านการดำเนินธุรกิจ และความยั่งยืน

เน้นประเมินแนวทางการดำเนินงานของคู่ค้าในมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล โดยใช้ 5 หมวดการประเมินหลัก ได้แก่

  • การกำกับกิจการ ตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี
  • ภาวะขาดแคลน
  • การมุ่งเน้นการพัฒนา เชิงคุณภาพ
  • ความปลอดภัย
  • กิจการ ด้านความยั่งยืน ESG

2. การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าในด้านคุณภาพคู่ค้า ในหมวดของวัสดุก่อสร้าง และผู้รับเหมา (AVL)

เน้นวิเคราะห์ความสามารถ คุณภาพ การสนับสนุนโครงการของบริษัท ผ่าน 5 เกณฑ์หลัก ได้แก่

  • ด้านคุณภาพวัสดุ
  • ด้านการจัดส่ง
  • ด้านการติดตั้ง
  • ด้านการประสานงาน
  • ด้านกระบวนการทำงาน

จากผลประเมินในปี 2568 พบว่าคู่ค้าทั้งหมด 460 ราย ผ่านเกณฑ์การ

ผ่านเกณฑ์การประเมินทั้งหมด

%

โดย “ไม่มีคู่ค้ารายใดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง” และบริษัทได้ติดตามผลการประเมินเพื่อวางแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงร่วมกับคู่ค้าต่อไป นอกจากนี้ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบ บริษัทได้วางแผนให้การประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าเป็นประจำทุกปี และพัฒนาเครื่องมือประเมินเพิ่มเติมในอนาคต

การจัดซื้อจัดจ้างคู่ค้าท้องถิ่น

บริษัทให้ความสำาคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพสินค้าและบริการ ความต่อเนื่องในการดำาเนิน โครงการ การบริหารต้นทุน และการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่บริษัทมีการพัฒนาโครงการ

บริษัทได้ขยายการพัฒนาโครงการไปยังพื้นที่ศักยภาพในต่างจังหวัด และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการท้องถิ่น ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ภายใต้มาตรฐานการคัดเลือกคู่ค้าของบริษัท ซึ่งยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ และนโยบายการจัดซื้ออย่างยั่งยืน แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการขนส่ง ลดโอกาสความเสียหายของวัสดุ เพิ่มความคล่องตัวในการส่งมอบสินค้าและบริการ และสนับสนุน ให้โครงการสามารถดำาเนินงานได้ตามแผน ทั้งยังสะท้อนบทบาทของบริษัทในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น ควบคู่กับการบริหารห่วงโซ่ อุปทานอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน

สนับสนุนคู่ค้าท้องถิ่นจำนวน
บริษัท
ครอบคลุมพื้นที่ศักยภาพใน
จังหวัด ทั่วประเทศ
กระจายมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสู่ชุมชนท้องถิ่นกว่า
ล้านบาท

โครงการและกิจกรรม